ใครบ้างที่ต้องให้ อาหารสายยาง ?การให้อาหารทางสายยาง (Enteral Nutrition) จะถูกพิจารณาใช้เมื่อผู้ป่วย "ไม่สามารถกินอาหารทางปากได้เพียงพอ" หรือ "กินทางปากแล้วไม่ปลอดภัย" โดยปกติแพทย์จะประเมินจากข้อบ่งชี้หลักๆ ดังนี้:
1. ผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia)
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่จำเป็นต้องใช้สายยาง เพราะเสี่ยงต่อการสำลักอาหารลงปอด
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): อัมพฤกษ์ อัมพาต ที่กล้ามเนื้อการกลืนทำงานผิดปกติ
ผู้ป่วยโรคระบบประสาท: เช่น พาร์กินสัน, อัลไซเมอร์ระยะท้าย, หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS)
ผู้ที่มีก้อนเนื้อหรือมะเร็ง: บริเวณช่องปาก ลำคอ หรือหลอดอาหาร ทำให้ทางเดินอาหารอุดตัน
2. ผู้ที่ไม่รู้สึกตัวหรือการรับรู้บกพร่อง
ผู้ป่วยวิกฤต (ICU): ที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจหรือได้รับยาสลบ/ยากล่อมประสาท
ผู้ป่วยที่หมดสติ (Coma): หรือได้รับบาดเจ็บทางสมองอย่างรุนแรงจนไม่สามารถสั่งการให้กินอาหารเองได้
3. ผู้ที่ทางเดินอาหารส่วนต้นมีปัญหา
หลังการผ่าตัดใหญ่: เช่น ผ่าตัดกราม ผ่าตัดหลอดอาหาร หรือผ่าตัดกระเพาะอาหารในช่วงแรก
อุบัติเหตุ: มีการบาดเจ็บรุนแรงบริเวณใบหน้าหรือขากรรไกรจนไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้
4. ผู้ที่ต้องการสารอาหารสูงแต่กินเองไม่ไหว
ผู้ป่วยมะเร็ง: ที่ได้รับเคมีบำบัดหรือฉายรังสีจนเจ็บปาก เบื่ออาหารรุนแรง และน้ำหนักลดฮวบ
ผู้ป่วยไฟไหม้รุนแรง (Burn): ร่างกายต้องการพลังงานและโปรตีนมหาศาลเพื่อซ่อมแซมแผล ซึ่งการกินปกติอาจให้สารอาหารไม่ทัน
📊 ตารางสรุปรูปแบบการให้ตามสภาพผู้ป่วย
ประเภทสายยาง เหมาะสำหรับใคร ระยะเวลาที่ใช้
สายสวนจมูก (NG Tube) ผู้ป่วยที่คาดว่าจะกลับมากลืนเองได้ในเร็ววัน ระยะสั้น (ไม่เกิน 4-6 สัปดาห์)
สายเจาะหน้าท้อง (PEG) ผู้ป่วยติดเตียงระยะยาว หรือมีปัญหาหลอดอาหารอุดตัน ระยะยาว (หลายเดือนถึงหลายปี)
💡 ข้อควรคิด: เมื่อไหร่ถึงจะ "หยุด" ให้สายยางได้?
การให้สายยางไม่ได้หมายความว่าต้องใส่ไปตลอดชีวิตครับ แพทย์และนักวิชาชีพ (เช่น นักกิจกรรมบำบัด) จะประเมินจาก:
ความตื่นตัว: ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี สั่งการได้
การฝึกกลืน (Swallow Test): หากกลืนน้ำหรืออาหารที่มีความหนืดได้โดยไม่ไอหรือสำลัก
ปริมาณที่กินได้: หากเริ่มกินทางปากได้มากกว่า 60-75% ของความต้องการพลังงานต่อวัน ก็มีโอกาสพิจารณาถอดสายยางครับ